ธุรกิจของบริษัท

บริษัท โรบินสัน จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจค้าปลีกประเภทห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้า ซึ่งมีสาขาครอบคลุมพื้นที่ ที่มีศักยภาพทั่วประเทศ ภายใต้ชื่อ “โรบินสัน” ปัจจุบันได้มีการเปิดสาขาให้บริการอยู่ทั่วประเทศภายใต้การบริหารงานของบริษัท โรบินสัน จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย มีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 44 สาขา แบ่งเป็น กรุงเทพฯ 11 สาขา และต่างจังหวัด 33 สาขา อีกทั้งบริษัทฯ มีสาขาที่เปิดให้บริการในประเทศเวียดนามจำนวน 2 สาขา

วิสัยทัศน์

เติบโตและได้ส่วนแบ่งตลาดอย่างมีผลกำไร (To profitably grow our market share)

พันธกิจ

  • ให้พนักงาน ลูกค้า และซัพพลายเออร์ของเราเป็นหัวใจสำคัญในการตัดสินใจเรื่องธุรกิจของเรา
  • มีความผูกพันเกี่ยวเนื่องกับท้องถิ่น ทั้งในเรื่องสินค้าและการตกแต่งร้าน
  • เพิ่มยอดขายด้วยการดึงดูดลูกค้ารายใหม่ ขยายฐานลูกค้าของเรา และเพิ่มยอดการใช้จ่ายของลูกค้า
  • ทำให้เป็นมากกว่าห้างสรรพสินค้า
  • ลงทุนเพื่อการเติบโตในอนาคตของร้าน/สาขา และพนักงานของเรา
  • ฝ่ายบริหารที่มีประสบการณ์ในการบริหารธุรกิจ
  • ดึงดูด เก็บรักษาและสร้างความเจริญก้าวหน้าให้บุคคลที่มีความสามารถในธุรกิจค้าปลีก
  • ทำให้เกินความคาดหวังของผู้ถือหุ้น ลูกค้า และพนักงานของเรา

ความเป็นมาและพัฒนาการที่สำคัญ

2538

กลุ่มบริษัทเซ็นทรัลรีเทลคอร์ปอเรชั่นได้เข้าร่วมธุรกิจกับบริษัทฯ ในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ พร้อมทั้งร่วมกันจัดตั้ง บริษัท ซีอาร์ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อร่วมทุนกับห้างสรรพสินค้าในต่างจังหวัดภายใต้ชื่อ "โรบินสัน” ส่งผลให้ บริษัทฯ มีจำนวนสาขาเพิ่มขึ้นเป็น 20 สาขา

2539

บริษัทฯ ได้รวมกิจการในธุรกิจซุปเปอร์มาร์เก็ตของบริษัทฯ กับกลุ่มบริษัทเซ็นทรัล และเข้าร่วมลงทุนกับบริษัท รอยัลเอโฮลด์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ จัดตั้งเป็น บริษัท ซีอาร์ซี เอโฮลด์ จำกัด บริหารงานด้านซุปเปอร์มาร์เก็ตภายใต้ชื่อ ‘TOPS SUPERMARKET’ โดยในธันวาคม 2539 และพฤษภาคม 2541 บริษัทฯได้ขายหุ้นที่ถืออยู่ให้แก่บริษัท รอยัลเอโฮลด์ จำกัด

2540

บริษัทฯ ได้รับอนุมัติให้โอนขายสินค้าคงเหลือพร้อมสิ่งตกแต่งและเครื่องใช้สำนักงานของแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าและ แผนกเครื่องกีฬาให้แก่บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด และ บริษัท ซีอาร์ซี สปอร์ต จำกัด ตามลำดับ และบริษัทฯ อนุมัติให้บริษัทดังกล่าวใช้พื้นที่ตามสาขาต่างๆ ของบริษัทฯ เพื่อดำเนินธุรกิจศูนย์จำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าและ เครื่องกีฬา โดยบริษัทฯได้รับผลตอบแทนในรูปของส่วนแบ่งรายได้ หรือค่าเช่าพื้นที่ และในเมษายน 2541 บริษัทฯ ได้ซื้อหุ้นของทั้ง 2 บริษัท โดยมีสัดส่วนในการถือหุ้นร้อยละ 40

2541

บริษัทฯ ได้ประกาศหยุดพักชำระหนี้สินทางการเงิน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการประกาศเปลี่ยนแปลงค่าเงิน บาทเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540

2543

วันที่ 2 พฤษภาคม 2543 ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งให้ดำเนินการฟื้นฟูกิจการของบริษัทฯ และแต่งตั้งบริษัท โรบินสัน แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทฯ ต่อมาศาลล้มละลายกลางได้พิจารณาเห็นชอบ ด้วยกับแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัท และมีคำสั่งแต่งตั้งให้ บริษัท โรบินสัน แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้บริหารแผน ในวันที่ 20 ธันวาคม 2543 นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ปิดให้บริการสาขาดอนเมือง เนื่องจากการลงทุนให้ผลตอบแทน ไม่คุ้มค่า

2544

บริษัทฯ ได้ปิดให้บริการสาขาอนุสาวรีย์ เนื่องจากครบกำหนดระยะเวลาของสัญญาสิทธิการเช่าอาคารที่ได้ทำไว้กับ ผู้ให้เช่าประกอบกับการลงทุนเพื่อปรับปรุงสาขานี้ให้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า บริษัทฯ จึงคงเหลือสาขาที่เปิดให้บริการ ทั้งสิ้นรวม 18 สาขา แบ่งเป็นสาขาในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 9 สาขา และต่างจังหวัด 9 สาขา นอกจากนี้ บริษัทฯได้ออกหุ้นกู้ตามแผนฟื้นฟูกิจการ ให้แก่เจ้าหนี้การเงินไม่มีหลักประกัน โดยมีจำนวนเงินต้นรวมดอกเบี้ย 4,766.7 ล้านบาท

2545

บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการดำเนินการตามขั้นตอนที่สำคัญของแผนฟื้นฟูกิจการ อันได้แก่การเพิ่มทุนจาก 1,480.8 ล้านบาท เป็น 14,808.8 ล้านบาท การแปลงหนี้เป็นทุน การดำเนินการลดทุนลงร้อยละ 25 และการ ปลดหนี้ ทำให้ฐานะทางการเงินของบริษัทฯ ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีสาระสำคัญ และในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2545 หุ้นสามัญของบริษัทฯ ได้รับอนุญาตจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้กลับเข้าทำการซื้อขายได้ในหมวด พาณิชย์ตามปกติ

2546

ในเดือนมีนาคมบริษัทฯ ได้สละสิทธิ์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัท ซีอาร์ซีสปอร์ต จำกัด ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นใน บริษัทดังกล่าวลดลงเป็นร้อยละ 29.19 ในเดือนพฤษภาคม บริษัทฯ ได้จัดกิจกรรมเปิดตัวภาพลักษณ์ใหม่ภายใต้แนวคิด "โรบินสัน…ใส่สีสันใหม่ให้ชีวิต” เพื่อแนะนำการกลับมาอีกครั้งหนึ่งของโรบินสัน และในเดือนธันวาคม ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วย คำเสนอขอแก้ไขแผนของลูกหนี้ เพื่อรองรับการซื้อคืนหุ้นกู้ตามโครงการรับซื้อคืนหุ้นกู้ก่อนครบกำหนดโดยสมัคร ใจ (Voluntary Debt Refinance Program หรือ "วีดีอาร์พี”)

2547

ในเดือนมกราคม บริษัท โรบินสัน เอสพีวี จำกัด ("เอสพีวี”) ได้ลงนามในสัญญากู้เงินกับสถาบันการเงิน 2 แห่ง เพื่อนำมาเป็นเงินทุนในการรับซื้อคืนหุ้นกู้ตามโครงการวีดีอาร์พี วงเงินกู้ระยะยาวในวงเงินไม่เกิน 2,700 ล้านบาท โดย ณ สิ้นปี 2547 เอสพีวี สามารถรับซื้อหุ้นกู้ตามโครงการดังกล่าวจากผู้ถือหุ้นกู้ได้เป็นจำนวนทั้งสิ้น 15,899,277 หน่วย หรือคิดเป็นร้อยละ 77.04 ของจำนวนคงเหลือทั้งหมด นอกจากนี้ ในวันที่ 22 มีนาคม ที่ประชุมเจ้าหนี้โดยการเรียกประชุมตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง มีมติเลือกตั้งกรรมการของผู้บริหารแผน ฝ่ายเจ้าหนี้การเงินที่ไม่มีหลักประกันใหม่ เพื่อทดแทนกรรมการชุดเดิมที่จะขอลาออก และในวันที่ 8 ธันวาคม บริษัทฯ ได้ซื้อหุ้นทั้งหมดจากผู้ร่วมทุนท้องถิ่นใน บริษัท ซีอาร์ ราชบุรี (ประเทศไทย) จำกัด จากเดิมร้อยละ 49.99 เป็นร้อยละ 99.99 เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารงานมากยิ่งขึ้น

2548

บริษัทฯ มีการลงทุนเปิดสาขาใหม่จำนวน 1 สาขา ได้แก่ สาขารัตนาธิเบศร์ และบริษัทฯ มีการจ่ายชำระหนี้หุ้นกู้ คงค้างตามแผนฯ ได้ก่อนกำหนดทั้งหมดในวันที่ 19 ธันวาคม 2548 ทำให้บรรลุผลสำเร็จตามแผนฟื้นฟูกิจการโดย ใช้แหล่งเงินทุนจากเงินสดจากการดำเนินงานบางส่วนและจากการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินภายในประเทศ

2549

ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2549 และบริษัทฯได้จัดการประชุม สามัญผู้ถือหุ้นเป็นครั้งแรกภายหลังจากการกลับเข้าสู่สถานะปกติ โดยที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นได้มีมติแต่งตั้ง กรรมการบริษัทจำนวน 10 ท่าน เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2549 ซึ่งประกอบด้วยกรรมการอิสระจำนวน 3 ท่าน นอกจากนี้ ในเดือนพฤศจิกายน บริษัทฯ ได้เปิดให้บริการสาขาใหม่ สาขาที่ 20 สาขาอยุธยา โดยใช้เงินลงทุน ประมาณ 347 ล้านบาท

2550

บริษัทฯ ประกาศจ่ายเงินปันผลเป็นครั้งแรก หลังจากที่ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ โดย จ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตรา 0.32 บาทต่อหุ้น และตามมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2550 เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2550 บริษัทฯ ได้ลดทุนจดทะเบียนโดยวิธีลดมูลค่าหุ้นที่จดทะเบียนจากเดิมมูลค่าหุ้นละ 10 บาท เป็นมูลค่าหุ้นละ 3.55 บาท และโอนส่วนเกินมูลค่าหุ้นและกำไรสะสมที่ยังไม่จัดสรรมาล้างส่วนต่ำกว่ามูลค่าให้หมด ไปเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชีของสมาคมวิชาชีพนักบัญชี อนึ่ง เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2550 กรม พัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินการจดทะเบียนการลดทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว และแก้ไขหนังสือ บริคณห์สนธิของบริษัทฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และในเดือนกันยายน บริษัทฯ ได้เปิดให้บริการสาขาใหม่ โรบินสัน จังซีลอน เป็นสาขาที่ 21 และเป็นสาขาที่ 2 ในจังหวัดภูเก็ต โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 132 ล้านบาท

2551

บริษัทฯ ได้จำหน่ายสิทธิการเช่าและสินทรัพย์ของ ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน สาขาสีลม ให้กับ บริษัท สีลม แอสเซ็ทส์ จำกัด ในมูลค่าสุทธิทั้งสิ้น 230 ล้านบาท และ บริษัทฯ ได้หยุดให้บริการสาขานี้ในเดือนมิถุนายน ต่อมาใน เดือนตุลาคม ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2551 ได้มี มติอนุมัติการเข้าทำรายการที่เกี่ยวโยงกัน เรื่องการให้เช่าที่ ดินบริเวณถนนศรีนครินทร์ ระหว่างบริษัท โรบินสันนครินทร์ จำกัด และบริษัท เซ็นทรัล พัฒนา จำกัด (มหาชน) ซึ่งมี มูลค่ารายการรวม 387 ล้านบาท โดยแบ่งชำระเป็น 4 งวด นอกจากนี้ ที่ประชุมฯ ยังได้มีมติอนุมัติการแก้ไขข้อบังคับ บริษัท เกี่ยวกับการซื้อหุ้นของบริษัทคืน ซึ่งต่อมาที่ประชุม คณะกรรมการบริษัทได้มีมติให้เข้าทำโครงการซื้อหุ้นคืน เพื่อบริหารการเงินภายในวงเงิน 536 ล้านบาท หรือจำนวน หุ้นที่ซื้อคืนไม่เกินร้อยละ 10 ของหุ้นจำหน่ายได้แล้วทั้งหมด ของบริษัทฯ โดยเริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2551 ถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2552

2552

บริษัทฯ เปิดให้บริการสาขาใหม่จำนวน 2 สาขา ได้แก่ สาขาชลบุรี และ สาขาขอนแก่น เป็นสาขาลำดับที่ 22 และ 23 ตามลำดับ โดยมีงบลงทุนรวมกว่า 1,200 ล้านบาท โดยทั้ง 2 แห่ง เป็นสาขาขนาดใหญ่ มีพื้นที่ขายรวมประมาณ 32,000 ตารางเมตร นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินโครงการ ซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารการเงินจนครบกำหนดระยะเวลาใน การซื้อหุ้นคืนแล้ว เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2552 โดย สามารถซื้อหุ้นคืนได้จำนวน 6,765,000 หุ้น หรือคิดเป็น ร้อยละ 0.61 ของทุนชำระแล้ว ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทได้ มีมติอนุมัติการจำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืนด้วยวิธีการขายในตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีระยะเวลาในการขายหุ้นที่ ซื้อคืนตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2552 ถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2555

2553

บริษัทฯ ได้ทำการเปิดสาขาใหม่ 1 สาขา ได้แก่ สาขาตรัง ซึ่งเป็น ห้างสรรพสินค้าโรบินสันลำดับที่ 24 ด้วยงบลงทุนกว่า 650 ล้าน บาท โดยเป็นการพัฒนาห้างสรรพสินค้าในรูปแบบใหม่ นั่นคือ รูปแบบ "ไลฟสไตล์เซ็นเตอร์” นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2553 บริษัทฯ ได้รับชำระคืนหนี้เงินกู้ส่วนหนึ่งรวมเป็นจำนวน 448 ล้านบาท จากบริษัทร่วมแห่งหนึ่งซึ่งได้เคยกู้ยืมเงินจากบริษัทฯ มาเป็นระยะเวลานานแล้ว โดยบริษัทฯ เคยได้ทำการตั้งค่าเผื่อหนี้ สงสัยจะสูญของเงินต้นและดอกเบี้ยของเงินกู้ยืมนี้ทั้งจำนวน ตั้งแต่ ปี 2541 อนึ่ง จากการที่คณะกรรมการบริษัทได้มีมติอนุมัติการขาย หุ้นที่ซื้อคืนเมื่อปี 2552 นั้น บริษัทฯ ได้เริ่มดำเนินการขายหุ้นที่ ซื้อคืนเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2553 โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2553 บริษัทฯ ยังคงมีจำนวนหุ้นที่ซื้อคืนและยังไม่ได้จำหน่ายคงเหลือ ทั้งหมด 3,674,800 หุ้น

2554

บริษัทฯ ได้เปิดให้บริการสาขาใหม่จำนวน 3 แห่ง ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ได้แก่ สาขาเชียงราย สาขาพิษณุโลก และสาขาพระราม 9 ซึ่งใช้งบลงทุนสำหรับสาขาใหม่ทั้งหมดกว่า 2,145 ล้านบาท โดยมีสาขาพระราม 9 เป็น Flagship Store แห่งใหม่ของห้างฯ โรบินสันในกรุงเทพ ด้วยขนาดพื้นที่ขายมากกว่า 20,000 ตารางเมตร อีกทั้งได้ดำเนินการขายหุ้นที่ซื้อคืนตามโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารการเงินได้ครบทั้งจำนวนแล้วเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2554 นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้เข้าเป็นหนึ่งในหุ้นที่ใช้คำนวณดัชนี SET50 ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นครั้งแรกโดยเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม รวมทั้งได้รับการจัดอันดับเป็น 1 ในสุดยอด 200 บริษัทจากทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มีผลประกอบการที่เติบโตอย่างต่อเนื่องและมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง สำหรับกลุ่มบริษัทที่มีรายได้ไม่เกิน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ "Asia’s 200 Best Under a Billion” ประจำปี 2554 จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ เอเชีย (Forbes Asia) ซึ่งมีบริษัทจดทะเบียนของไทยที่ติดอันดับในปีนี้เพียง 5 แห่งเท่านั้น

2555

บริษัทฯ ได้เริ่มดำเนินแผนการขยายสาขาเชิงรุก โดยเปิดให้บริการสาขาใหม่ถึง 5 แห่ง ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ได้แก่ สาขาสุพรรณบุรี (รูปแบบไลฟ์สไตล์ เซ็นเตอร์) สาขาบางนา สาขาสุราษฏร์ธานี สาขาบางแค และสาขาลำปาง ทำให้ ณ สิ้นปีบริษัทฯ มีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 30 แห่งทั่วประเทศ โดยแบ่งเป็น 11 สาขาในกรุงเทพฯและ 19 สาขาในต่างจังหวัด นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้รับเงินปันผลระหว่างกาลจากบริษัทร่วมทั้ง 2 แห่ง คือ บริษัท พาวเวอร์บาย จำกัด และ บริษัท ซีอาร์ซีสปอร์ต จำกัด รวมจำนวน 1,386 ล้านบาท

2556

บริษัทฯดำเนินแผนขยายสาขาเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดให้บริการสาขาใหม่ 5 แห่ง ซึ่งเป็นรูปแบบไลฟ์สไตล์ เซ็นเตอร์ 4 แห่ง ได้แก่ สาขากาญจนบุรี สาขาสกลนคร สาขาสระบุรี และสาขาสุรินทร์ และเป็นสาขาในศูนย์การค้า 1 แห่ง คือ สาขาอุบลราชธานี 2 ขณะที่บริษัทฯ ได้ปิด ให้บริการสาขารัชดาภิเษก เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2556 เนื่องจากสิ้นสุดสัญญาเช่า ทำให้ ณ สิ้นปีบริษัทฯ มีจำนวน สาขาทั้งสิ้น 34 แห่งทั่วประเทศ โดยแบ่งเป็น 10 สาขา ใน กรุงเทพฯและ 24 สาขาในต่างจังหวัด นอกจากนี้บริษัทฯ ได้รับการจัดอันดับเป็น 1 ในสุดยอด 200 บริษัทจากทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มีผลประกอบการที่เติบโตอย่างต่อเนื่องและมีฐานะทาการเงินที่แข็งแกร่ง สำหรับกลุ่มบริษัทที่มีรายได้ไม่เกิน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ "Asia’s 200 Best Under a Billion” ประจำปี 2556 ซึ่งเป็นครั้งที่ 2 นับจากปี 2554 ที่บริษัทฯได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารฟอร์บส์ เอเชีย (Forbes Asia)

2557

บริษัทฯได้มีมติจัดตั้ง บริษัทย่อย Robinson Department Store Vietnam Joint Stock Company เพื่อดำเนินการ ลงทุนธุรกิจห้างสรรพสินค้าในประเทศเวียดนาม และ ได้เปิดบริการอย่างเป็นทางการสำหรับ ห้างสรรพสินค้าโรบินส์ สาขาฮานอย และสาขาโฮจิมินห์ ซิตี้ ซึ่งเป็นก้าวที่สำคัญของบริษัทฯ ในการเดินหน้าธุรกิจห้างสรรพสินค้าในเวียดนาม บริษัทฯ ดำเนินขยายสาขาเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดให้ บริการสาขาใหม่ 5 แห่ง ซึ่งเป็นรูปแบบไลฟ์สไตล์เซ็นเตอร์ ได้แก่ สาขาฉะเชิงเทรา สาขาร้อยเอ็ด สาขาสมุทรปราการ สาขาปราจีนบุรี และสาขามุกดาหาร นอกจากนี้ บริษัทฯ ยัง ได้รับรางวัล "สถานประกอบกิจการดีเด่น" ด้าน แรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงานจากกระทรวงแรงงาน และสวัสดิการสังคม ในฐานะสถานประกอบการที่เอาใจใส่พนักงาน เพื่อให้พนักงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความก้าวหน้าในการทำงาน

2558

บริษัทฯ ดำเนินแผนขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดให้บริการสาขาใหม่ 4 แห่ง ซึ่งเป็นรูปแบบ ไลฟ์สไตล์เซ็นเตอร์ 3 แห่ง ได้แก่ สาขาบุรีรัมย์ สาขาศรีสมาน และสาขาแม่สอด และได้มีการเปิดสาขาภายในศูนย์การค้า 1 แห่ง คือ สาขาระยอง นอกจากนี้ทางบริษัทฯ ได้มีการปรับปรุงสาขาเก่าอย่างต่อเนื่องให้มีความทันสมัยและตอบสนองต่อความต้องการและวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปของลูกค้า ทางบริษัทฯได้มีการปิดห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ลาดหญ้า เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2558 เนื่องจากสิ้นสุดสัญญาเช่า บริษัทฯยังได้รับรางวัล “สถานประกอบกิจการดีเด่น” ด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงาน ติดต่อกันเป็นปีที่ 10 จากกระทรวงแรงงานและกรมสวัสดิการสังคม

การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการที่สำคัญของบริษัทฯ ในปี 2559

มีนาคม

ทางบริษัทฯได้มีการ ปรับเปลื่ยนแบรนด์(Brand) และโลโก้ (logo) ของบริษัทฯ ให้ทันสมัย เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นและวัยทำงานเพิ่มมากขึ้น และมีการเปิดตัว “Mascot Robin Bird” ครั้งแรก นอกจากนี้ทางบริษัทฯ ได้มีการเปิดใช้ “Robinson LINE Smart Connect” และ LINE sticker เพื่อตอบรับกระแสดิจิทัลโมบายกับ Business Connect

พฤษภาคม

เพื่อรองรับการเติบโตขอบธุรกิจออนไลน์ ทางบริษัทฯได้มีพัฒนาช่องทางการขายบน Robinson Online Shopping ผ่าน www.robinson.co.th รวมถึงเปิดช่องทางการรับสินค้าที่ซื้อผ่านออนไลน์ ที่เรียกว่า “Click and Collect” นอกจากนี้ หุ้นโรบินสันได้ถูกเพิ่มเข้าไปใน MSCI Global Standard indices ทั้งนี้ดัชนี MSCI เป็นดัชนีอ้างอิง (Benchmark)ที่ถูกจัดทำขึ้น เพื่อให้ผู้ลงทุนสถาบันนำมาใช้เป็นมาตรฐานในการวัดผลตอบแทนในการลงทุน

มิถุนายน

ทางบริษัทฯได้มีการปรับปรุง ศูนย์การค้าโรบินสัน สาขาพระราม 9 ซึ่งได้เปิดโซนการช้อปปิ้งใหม่ขึ้น โดยใช้ชื่อว่า "1 Below" เพื่อตอบรับกลุ่มลูกค้า millennial ซึ่งเป็นกลุ่มวัยรุ่นและคนทำงาน โดยมีการคัดสรรสินค้ามาวางไว้ชั้นเดียว ซึ่งตรงกับความต้องการของคนกลุ่มนี้ โดยมีสินค้าตั้งแต่ชุดชั้นใน ชุดว่ายน้ำ sport fashion และ อุปกรณ์เทคโนโลยีใหม่ๆ

กรกฎาคม

ทางบริษัทฯได้เปิด “ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน นครศรีธรรมราช” ในศุนย์การค้า โดยเป็น สาขาลำดับที่ 43 นอกจากนี้ ทางบริษัทฯได้มีการจัดงาน“Robinson Suzuki Green Run” งานมินิมาราธอน ภายใต้แนวคิด 1 คนวิ่ง เท่ากับ ปลูกต้นไม้ 1 ต้น สร้างป่าต้นน้ำ เพื่อฟื้นฟูป่าที่ถูกบุกรุกทำลาย สร้างป่าต้นน้ำแห่งใหม่ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2559 โดยมีนักวิ่งเข้าร่วมกิจกรรมมากถึง 17,000 คน ซึ่งวิ่งพร้อมกัน 17 สนาม 17 จังหวัด ทั่วประเทศ

สิงหาคม

ทางบริษัทฯได้พัฒนารูปแบบแผนกสินค้าราคาเดียว "จัสท์ บาย (Just buy)" ด้วยการปรับภาพลักษณ์ใหม่ ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้า นอกจากนี้บริษัทฯยังได้รับรางวัล”สถานประกอบกิจการดีเด่น” ติดต่อกันเป็นปีที่ 11 ด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงานจากกระทรวงแรงงาน และกรมสวัสดิการสังคม

ตุลาคม

ทางบริษัทฯได้มีการเปิดตัวกลุ่มสินค้า “เกรทแวลู” (Great Value)” มาจำหน่าย ภายใต้แนวคิด“ราคาเดียวตลอด 365 วัน” รวมทั้งมีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยประกอบไปด้วยสินค้า 4 หมวด ได้แก่ ผลิตภัณฑ์สำหรับบ้าน ภายใต้แบรนด์ Home&Co ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพ ภายใต้แบรนด์ Active&Co ผลิตภัณฑ์เครื่องแต่งกายบุรุษ-สตรี ภายใต้ แบรนด์ Clothing&Co และผลิตภัณฑ์เครื่องแต่งกายเด็ก ภายใต้แบรนด์ Kids&Co

ธันวาคม

ทางบริษัทฯได้เปิด โรบินสันไลฟ์สไตล์ ลพบุรี ซึ่งเป็นสาขาลำดับที่ 44 โดยเป็นรูปแบบใหม่ภายใต้แนวคิด EAT-SHOP-PLAY นอกจากนี้สาขาลพบุรีเป็นสาขาแรก ที่มีรูปแบบการรวมพื้นที่ ห้างสรรพสินค้า และพื้นที่ร้านค้าในศูนย์การค้าเข้าด้วยกัน (Integrated layout) มีสวนน้ำแห่งแรก รวมถึงติดตั้งหลังคาแผงพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar roof) เพื่อช่วยประหยัดพลังงาน